วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เทคโนโลยี

เทคโนโลยี หรือ เทคนิควิทยา มีความหมายค่อนข้างกว้าง โดยทั่วไปหมายถึงธรรมชาติวิทยาและต่อเนื่องมาถึงวิทยาศาสตร์ มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้นามธรรมเช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น


ความหมายของเทคโนโลยี
คำว่า เทคโนโลยี ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า "Technology" แปลว่า การกระทำที่มีระบบ อย่างไรก็ตามคำว่า เทคโนโลยี มักนิยมใช้ควบคู่กับคำว่า วิทยาศาสตร์ โดยเรียกรวม ๆ ว่า "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยี คือ "วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม"

เทคโนโลยีก่อเกิดผลกระทบต่อสังคมและในพื้นที่ที่มีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้องในหลายรูปแบบ เทคโนโลยีได้ช่วยให้สังคมหลาย ๆ แห่งเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้นซึ่งรวมทั้งเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในหลาย ๆ  ขั้นตอนของการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีได้ก่อให้ผลผลิตที่ไม่ต้องการ หรือเรียกว่ามลภาวะ เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างที่ถูกนำมาใช้มีผลต่อค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคม เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นก็มักจะถูกตั้งคำถามทางจริยธรรม

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มนุษย์นำความรู้จากธรรมชาติวิทยามาคิดค้นและดัดแปลงธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิต ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นระดับพื้นฐานอาทิ  การเพาะปลูก การชลประทาน การก่อสร้าง การทำเครื่องมือเครื่องใช้ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า เป็นต้น ปัจจัยการเพิ่มจำนวนของประชากร  ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ  เป็นปัจจัยสำคัญในการนำและการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น

เทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กันมาก  เทคโนโลยีเกิดจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ถ่ายทอดมาจากประเทศตะวันตก ซึ่งศึกษาค้นคว้าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่เกิดจากการสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือการพยายามที่อธิบายว่าทำไมจึงเกิดอย่างนั้น เช่น นักฟิสิกส์ อธิบายว่า เมื่อขดลวดตัดสนามแม่เหล็กจะได้กระแสไฟฟ้า และน้ำเกิดจากไฮโดรเจนผสมกับออกซิเจน เป็นต้น ตั้งเป็นกฎเกณฑ์และทฤษฎีเพื่อถ่ายทอดและสอนให้ผู้อื่นได้ศึกษาและพัฒนา
 

การนำเทคโนโลยีมาใช้กับงานในสาขาใดสาขาหนึ่งนั้นเทคโนโลยี
          1. ประสิทธิภาพ (Efficiency) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานบรรลุผลตามเป้าหมายได้ เที่ยงตรงและรวดเร็ว
          2. ประสิทธิผล (Productivity) เกิดผลผลิตเต็มที่ ได้ประสิทธิผลสูงสุด
          3. ประหยัด (Economy) ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก

ความสำคัญของเทคโนโลยี
          1.เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์
          2.เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา
          3.เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ



เทคโนโลยีมี 4 ระดับ ได้แก่

          1. เทคโนโลยีระดับเบื้องต้น  สามารถจัดหาได้ภายในประเทศ หรือสามารถพัฒนาขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น ตู้เย็น โทรศัพท์ เป็นต้น

          2. เทคโนโลยีระดับกลาง  มักต้องซื้อจากต่างประเทศ แต่สามารถพัฒนาได้ภายในประเทศ หากมีแผนการพัฒนาที่ต่อเนื่อง เช่น โทรทัศน์  เครื่องเสียง เป็นต้น

           3. เทคโนโลยีระดับสูง ต้องซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ แต่สามารถใช้งานโดยคนไทย หากพัฒนาในประเทศจะต้องซื้อเทคโนโลยีแกนจากต่างประเทศ เช่น คอมพิวเตอร์  โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น

          4. เทคโนโลยีระดับสูงมาก ต้องซื้ออุปกรณ์ และทักษะการใช้งานจากต่างประเทศ  เช่น ระบบคมนาคมสื่อสารขนาดใหญ่
  



บทบาทหน้าที่ของเทคโนโลยี
         ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา

วิวัฒนาการเทคโนโลยี (Evolution of Technolgy)
          เทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาเมื่อเวลาผ่านไปขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับกระบวนการทางวิวัฒนาการ (Evolution) ของระบบหรือเครื่องมือนั้นๆ ดังนั้นคำว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยี (Evolution of Technology) จึงหมายถึง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบหรือเครื่องมือที่เกิดขึ้นอย่างซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับอย่างต่อเนื่องอันมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆ


ที่มา

https://www.l3nr.org/posts/522923

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ธุรกิจ



     เป็นองค์การที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการหรือทั้งสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภค ธุรกิจนั้นโดดเด่นในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งธุรกิจส่วนมากมีเอกชนเป็นเจ้าของ และบริหารจัดการเพื่อให้ได้กำไร และเพิ่มความมั่งคั่งแก่เจ้าของธุรกิจ ธุรกิจยังอาจเป็นประเภทไม่แสวงหาผลกำไรหรือมีรัฐเป็นเจ้าของก็ได้ 

คำว่า "ธุรกิจ" มีความหมายครอบคลุมเรื่องเกี่ยวกับการค้าอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ
1.        ตัวองค์กรการค้า, อุตสาหกรรม หรือบริษัท หรือที่เรียกกันว่า "องค์กรธุรกิจ"
2.        กิจกรรมที่เกี่ยวกับการค้า, อาชีพ และอุตสาหกรรม เช่นในคำพูด "ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามสภาพตลาด"
3.        ส่วนของกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ เช่น "ธุรกิจเพลง" หรือ "ธุรกิจคอมพิวเตอร์" (ดู อุตสาหกรรม)

 


ตัวอย่างธุรกิจ


 “ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่ผู้มีเงินมักชอบลงทุน เพราะคิดว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ยุ่งยาก โดยเฉพาะ ร้านอาหารอาจกล่าวได้ว่าเป็นธุรกิจยอดนิยมของการลงทุนในทศวรรษนี้ อย่างไรก็ตาม จะพบว่าร้านอาหารที่เปิดขึ้นมากมายในแต่ละปีนั้น กลับล้มหายตายจากออกจากวงจรธุรกิจไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักคือ รายได้ไม่เป็นไปตามที่คาดคิด ค่าใช้จ่ายสูง เงินทุนสำรองไม่เพียงพอ ในที่สุดจำเป็นต้องเลิกกิจการ เพราะขาดทุนมากจนไม่สามารถประคองให้ธุรกิจอยู่ต่อได้


ความเป็นมาของธุรกิจร้านอาหาร


ในสมัยโบราณ การเดินทางของคนไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน  ยิ่งถ้าต้องใช้เวลาเป็นวันแล้ว จะต้องมีการตระเตรียมเสบียงอาหารติดไปด้วย ต่างจากปัจจุบันที่สามารถใช้บริการจากร้านอาหาร โรงแรมได้อย่างสะดวกและมีให้เลือกมากมาย
จากบันทึก จดหมายเหตุต่างๆที่เล่าเรื่องการเดินทางไกลในยุคก่อน จะเห็นว่าบ่อยครั้งที่นักเดินทางจะขออาศัยพักแรมระหว่างทาง และขอปันเสบียงอาหารจากบ้านที่พักนั้น อาจสันนิษฐานได้ว่าการบริการอาหารเครื่องดื่ม ที่พักแรม น่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ ในยุโรปยุคกลางคนเดินทางอาศัยบริการของที่พักข้างทางที่เรียกว่า “อินน์” หรือบ้านที่เรียกว่า “ตาเวอร์น” (ปิยพรรณ กลั่นกลิ่น,อาหารเครื่องดื่มและการบริการในภัตตาคาร) ในทางเอเชียของเราก็มีโรงเตี๊ยม ที่เราคุ้นเคยกันดีจากจดหมายเหตุและเรื่องเล่าของชาวจีน หรือที่พักแบบเรียวกังของญี่ปุ่น
ร้านอาหารในประเทศไทยมีกำเนิดตั้งแต่เมื่อไรไม่ชัดเจน นอกจากมีลักษณะการเริ่มต้นทำนองเดียวกับการบริการคนเดินทางแล้ว การจัดเลี้ยงยังน่าจะเป็นเหตุหนึ่งด้วย ตามธรรมเนียมไทย ใครมาถึงบ้านต้องต้อนรับ เวลามีคณะข้าราชการไปเยี่ยมท้องถิ่น ก็จะมีการล้มสัตว์แล้วนำมาประกอบอาหารจัดเลี้ยงแขก พร้อมทั้งที่พัก อย่างที่เป็นสำนวนไทยว่า “เลี้ยงดู ปูเสื่อ” เมื่อแขกกลับก็ทิ้งเงินทองไว้สมนาคุณเจ้าของบ้านที่มีน้ำใจไมตรี ผิดกับสมัยนี้ รับเลี้ยงฟรีแล้วยังเป็นบุญคุณที่อุตสาห์มาให้เลี้ยงเสียอีก การจัดเลี้ยงนี้น่าจะเกิดมาก่อนใครๆ เพราะโอกาสต่างๆในการร่วมมือกันทำงาน ทำให้เกิดการจัดเลี้ยงขึ้น เช่นการลงแขกทำนา ระดมคนมาจำนวนมากเพื่อช่วยกันในด้านแรงงาน เจ้าของนาที่อาศัยแรงงานเพื่อนก็ต้องจัดอาหารเลี้ยงดูผู้ที่มาช่วยงาน ผลัดกันไปตามแต่ใครเป็นเจ้าของงาน การจัดเลี้ยงและการเลี้ยงอาหารมื้อเช้า มื้อค่ำ แก่คนเดินทาง อาจกล่าวได้ว่าเป็นบริการอาหารเครื่องดื่มในสมัยแรกๆ
การบริการง่ายๆ ที่พักแรมและอาหารเช้า (BED & BREAKFAST) ยังเป็นบริการที่เติบโตยั่งยืนมาทุกวันนี้ 
สำหรับร้านอาหารในประเทศไทยนั้น น่าจะเกิดมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้แหละ ในสมัยที่ฝรั่งเข้ามามากๆ ในระยะเวลาของรัชกาลที่สามและรัชกาลที่สี่ 
ในประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่เป็นเจ้าของร้านอาหารเชิ้อชาติหลากหลายสัญชาติอเมริกัน ก็ดูจะมีที่มาทำนองเดียวกัน แต่พัฒนาให้กินง่าย ไม่มีพิธีรีตองมาก เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหารในประเทศวหรัฐอเมริกาก็เจริญก้าวหน้าไปในทางธุรกิจ มีการสร้างระบบมาตรฐาน  ระบบคุณภาพ ตลอดจนแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน

 

เมื่อคุณคิดจะเปิดร้านอาหาร สิ่งที่คิดก่อนอันดับแรก ก็คือ จะขายอาหารอะไร?” ร้านอาหารจะขายได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ กระแสความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ การทำธุรกิจร้านอาหารนั้น ผู้ประกอบการจะเอาแต่ใจตัวเองเป็นหลักไม่ได้ แต่ต้องดูกระแสความต้องการหลักของลูกค้าด้วยว่า เวลานั้นความต้องการเป็นอย่างไร การที่เราจะรู้ได้ว่าลูกค้าในถิ่นนั้นๆ ต้องการอะไร อยากกินอะไร ก็ต้องทำการสำรวจเพื่อให้พบกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ถึงกระนั้นก็ตามไม่ว่าคุณจะขายอาหารอะไร หรือเป็นร้านอาหารแบบไหน สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องมีก็คือ จุดเด่นเพื่อสร้างความแตกต่างจากร้านอื่นๆ จุดเด่นหรือจุดขายที่ว่าบางทีก็อาจจะมาจาก การพัฒนาสูตรอาหารให้กับร้านของคุณเอง ซึ่งสูตรอาหารที่พัฒนาขึ้นมานั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แต่ถึงอย่างไรมาตรฐานที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการประกอบธุรกิจร้านอาหาร การพัฒนาต้องการอาหารประเภทไหน เพราะเหตุนี้คนที่จะเปิดร้านอาหารจึงต้องมีการสำรวจ เพื่อรู้ว่าตัวเองจะขายอาหาร 


เจ้าของร้านจะต้องเป็นนักวางแผนอย่างสำคัญ โดยมีขั้นตอนดังนี้... 


1. การวางแผน จะต้องเริ่มจากตัวเอง โดยต้องใส่ใจร้าน หาความรู้ในเรื่องการทำอาหาร หรือหาคนที่สนใจในเรื่องนี้มา ช่วยกัน ถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ต้องส่งไปเรียน ไปอบรม ที่สำคัญการไปเรียนไปอบรมนั้นเพื่อให้ผู้ที่ไปเรียนได้เข้าใจสิ่งที่ศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้ง จนสามารถนำกลับมาปฏิบัติได้ ไม่ใช่ไปเรียนเพียงเพื่อต้องการประกาศนียบัตรใบเดียวเพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องที่ต้องการรู้และเกี่ยวกันกับสิ่งที่เราจะต้องทำให้ทะลุปรุโปร่งแล้ว เห็นทีการวางแผนเพื่อพัฒนาร้านก็คงไม่สำเร็จ 

2. พอวางแผนแล้ว วิจารณ์และวิจัยแล้วว่า เมนูที่คิดค้นขึ้นจะต้องขายได้แน่นอน สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ต้องทำ สูตรอาหารมาตรฐานขึ้นมา โดยใช้การบันทึกว่าเมนูที่ทำนั้นมีส่วนผสมอะไร เท่าไหร่ วิธีการทำอย่างไร ใช้อุปกรณ์อย่างไรบ้าง 

ขั้นตอนทั้ง 2 ข้อนั้นย่อมจะมีกระบวนการหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ เรื่องของการจัดการ เรื่องของการผลิต เป็นต้น 

ตั้งร้านอาหารอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ 


1. ใกล้บ้านลูกค้าเป้าหมาย คือ สถานที่ ของร้านอาหารที่เหมาะ ลูกค้าสามารถไปหรือกลับ ได้ง่าย 

2. เดินทางสะดวก คือติดริมถนนใหญ่หรือห่างถนนใหญ่เล็กน้อย 

3. สังเกตเห็นได้ง่าย ถ้ามีแผนที่ก็ควรจะบอกจุดสังเกตใหญ่ๆ ว่าร้านอาหารนั้นตั้งอยู่ใกล้กับอะไร 

4. มีที่จอดรถสะดวก บางครั้งร้านอาหารใหญ่โต แต่กลับมีที่จอดรถอยู่เพียงสองสามคัน ก็เป็นการเพิ่มความเสียอารมณ์ให้กับลูกค้าในยามที่ต้องคอยวนหาที่จอดรถ 

5. บรรยากาศการจัดร้านดี ความสะอาดต้องมาเป็นอันดับแรก ที่เหลือคือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับลูกค้า 

6. สถานที่ตั้งอยู่ไม่ไกลตัวเมืองมากเกินไป เพราะถึงแม้บรรยากาศจะโล่งโปร่งสบาย แต่ถ้าหากที่ตั้งร้านอยู่ไกลเมืองเกินไป ก็อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกลำบากที่จะต้องขับรถไป-กลับ เป็นเวลานานๆ จนตัดสินใจไม่มาใช้บริการ...ผู้ประกอบการที่มีทุนพอสมควร ก่อนเปิดร้านอาหารนั้น ขอให้พิจารณาเรื่องของสถานที่ตั้งหรือทำเลที่ตั้งร้านอาหารก่อนเป็นอันดับแรก และทำเลนั้นควรเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าและประเภทอาหารที่จะขายเป็นสำคัญ 



                      
ที่มา

https://nokhook215.blogspot.com/2011/09/blog-post_14.html