เป็นองค์การที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการหรือทั้งสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภค ธุรกิจนั้นโดดเด่นในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งธุรกิจส่วนมากมีเอกชนเป็นเจ้าของ และบริหารจัดการเพื่อให้ได้กำไร และเพิ่มความมั่งคั่งแก่เจ้าของธุรกิจ ธุรกิจยังอาจเป็นประเภทไม่แสวงหาผลกำไรหรือมีรัฐเป็นเจ้าของก็ได้
คำว่า "ธุรกิจ"
มีความหมายครอบคลุมเรื่องเกี่ยวกับการค้าอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ
1.
ตัวองค์กรการค้า, อุตสาหกรรม หรือบริษัท
หรือที่เรียกกันว่า "องค์กรธุรกิจ"
2.
กิจกรรมที่เกี่ยวกับการค้า, อาชีพ และอุตสาหกรรม เช่นในคำพูด
"ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามสภาพตลาด"
ตัวอย่างธุรกิจ
“ธุรกิจอาหาร” เป็นธุรกิจที่ผู้มีเงินมักชอบลงทุน
เพราะคิดว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ยุ่งยาก โดยเฉพาะ “ร้านอาหาร”
อาจกล่าวได้ว่าเป็นธุรกิจยอดนิยมของการลงทุนในทศวรรษนี้
อย่างไรก็ตาม จะพบว่าร้านอาหารที่เปิดขึ้นมากมายในแต่ละปีนั้น
กลับล้มหายตายจากออกจากวงจรธุรกิจไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักคือ
รายได้ไม่เป็นไปตามที่คาดคิด ค่าใช้จ่ายสูง เงินทุนสำรองไม่เพียงพอ
ในที่สุดจำเป็นต้องเลิกกิจการ เพราะขาดทุนมากจนไม่สามารถประคองให้ธุรกิจอยู่ต่อได้
ความเป็นมาของธุรกิจร้านอาหาร
ในสมัยโบราณ
การเดินทางของคนไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน ยิ่งถ้าต้องใช้เวลาเป็นวันแล้ว
จะต้องมีการตระเตรียมเสบียงอาหารติดไปด้วย
ต่างจากปัจจุบันที่สามารถใช้บริการจากร้านอาหาร
โรงแรมได้อย่างสะดวกและมีให้เลือกมากมาย
จากบันทึก
จดหมายเหตุต่างๆที่เล่าเรื่องการเดินทางไกลในยุคก่อน
จะเห็นว่าบ่อยครั้งที่นักเดินทางจะขออาศัยพักแรมระหว่างทาง
และขอปันเสบียงอาหารจากบ้านที่พักนั้น
อาจสันนิษฐานได้ว่าการบริการอาหารเครื่องดื่ม ที่พักแรม
น่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้
ในยุโรปยุคกลางคนเดินทางอาศัยบริการของที่พักข้างทางที่เรียกว่า “อินน์” หรือบ้านที่เรียกว่า “ตาเวอร์น” (ปิยพรรณ กลั่นกลิ่น,อาหารเครื่องดื่มและการบริการในภัตตาคาร)
ในทางเอเชียของเราก็มีโรงเตี๊ยม
ที่เราคุ้นเคยกันดีจากจดหมายเหตุและเรื่องเล่าของชาวจีน
หรือที่พักแบบเรียวกังของญี่ปุ่น
ร้านอาหารในประเทศไทยมีกำเนิดตั้งแต่เมื่อไรไม่ชัดเจน
นอกจากมีลักษณะการเริ่มต้นทำนองเดียวกับการบริการคนเดินทางแล้ว
การจัดเลี้ยงยังน่าจะเป็นเหตุหนึ่งด้วย ตามธรรมเนียมไทย ใครมาถึงบ้านต้องต้อนรับ
เวลามีคณะข้าราชการไปเยี่ยมท้องถิ่น ก็จะมีการล้มสัตว์แล้วนำมาประกอบอาหารจัดเลี้ยงแขก
พร้อมทั้งที่พัก อย่างที่เป็นสำนวนไทยว่า “เลี้ยงดู ปูเสื่อ” เมื่อแขกกลับก็ทิ้งเงินทองไว้สมนาคุณเจ้าของบ้านที่มีน้ำใจไมตรี
ผิดกับสมัยนี้ รับเลี้ยงฟรีแล้วยังเป็นบุญคุณที่อุตสาห์มาให้เลี้ยงเสียอีก
การจัดเลี้ยงนี้น่าจะเกิดมาก่อนใครๆ เพราะโอกาสต่างๆในการร่วมมือกันทำงาน
ทำให้เกิดการจัดเลี้ยงขึ้น เช่นการลงแขกทำนา
ระดมคนมาจำนวนมากเพื่อช่วยกันในด้านแรงงาน
เจ้าของนาที่อาศัยแรงงานเพื่อนก็ต้องจัดอาหารเลี้ยงดูผู้ที่มาช่วยงาน
ผลัดกันไปตามแต่ใครเป็นเจ้าของงาน การจัดเลี้ยงและการเลี้ยงอาหารมื้อเช้า มื้อค่ำ
แก่คนเดินทาง อาจกล่าวได้ว่าเป็นบริการอาหารเครื่องดื่มในสมัยแรกๆ
การบริการง่ายๆ
ที่พักแรมและอาหารเช้า (BED
& BREAKFAST) ยังเป็นบริการที่เติบโตยั่งยืนมาทุกวันนี้
สำหรับร้านอาหารในประเทศไทยนั้น
น่าจะเกิดมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้แหละ ในสมัยที่ฝรั่งเข้ามามากๆ
ในระยะเวลาของรัชกาลที่สามและรัชกาลที่สี่
ในประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา
ที่เป็นเจ้าของร้านอาหารเชิ้อชาติหลากหลายสัญชาติอเมริกัน
ก็ดูจะมีที่มาทำนองเดียวกัน แต่พัฒนาให้กินง่าย ไม่มีพิธีรีตองมาก เพื่อความสะดวก
รวดเร็ว และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหารในประเทศวหรัฐอเมริกาก็เจริญก้าวหน้าไปในทางธุรกิจ
มีการสร้างระบบมาตรฐาน
ระบบคุณภาพ ตลอดจนแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อคุณคิดจะเปิดร้านอาหาร
สิ่งที่คิดก่อนอันดับแรก ก็คือ “จะขายอาหารอะไร?” ร้านอาหารจะขายได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ
กระแสความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ การทำธุรกิจร้านอาหารนั้น
ผู้ประกอบการจะเอาแต่ใจตัวเองเป็นหลักไม่ได้
แต่ต้องดูกระแสความต้องการหลักของลูกค้าด้วยว่า เวลานั้นความต้องการเป็นอย่างไร
การที่เราจะรู้ได้ว่าลูกค้าในถิ่นนั้นๆ ต้องการอะไร อยากกินอะไร
ก็ต้องทำการสำรวจเพื่อให้พบกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
ถึงกระนั้นก็ตามไม่ว่าคุณจะขายอาหารอะไร หรือเป็นร้านอาหารแบบไหน สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องมีก็คือ “จุดเด่น” เพื่อสร้างความแตกต่างจากร้านอื่นๆ จุดเด่นหรือจุดขายที่ว่าบางทีก็อาจจะมาจาก
การพัฒนาสูตรอาหารให้กับร้านของคุณเอง
ซึ่งสูตรอาหารที่พัฒนาขึ้นมานั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แต่ถึงอย่างไรมาตรฐานที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการประกอบธุรกิจร้านอาหาร
การพัฒนาต้องการอาหารประเภทไหน เพราะเหตุนี้คนที่จะเปิดร้านอาหารจึงต้องมีการสำรวจ
เพื่อรู้ว่าตัวเองจะขายอาหาร
เจ้าของร้านจะต้องเป็นนักวางแผนอย่างสำคัญ โดยมีขั้นตอนดังนี้...
1. การวางแผน จะต้องเริ่มจากตัวเอง โดยต้องใส่ใจร้าน หาความรู้ในเรื่องการทำอาหาร หรือหาคนที่สนใจในเรื่องนี้มา ช่วยกัน ถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ต้องส่งไปเรียน ไปอบรม ที่สำคัญการไปเรียนไปอบรมนั้นเพื่อให้ผู้ที่ไปเรียนได้เข้าใจสิ่งที่ศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้ง จนสามารถนำกลับมาปฏิบัติได้ ไม่ใช่ไปเรียนเพียงเพื่อต้องการประกาศนียบัตรใบเดียวเพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องที่ต้องการรู้และเกี่ยวกันกับสิ่งที่เราจะต้องทำให้ทะลุปรุโปร่งแล้ว เห็นทีการวางแผนเพื่อพัฒนาร้านก็คงไม่สำเร็จ
2. พอวางแผนแล้ว วิจารณ์และวิจัยแล้วว่า เมนูที่คิดค้นขึ้นจะต้องขายได้แน่นอน สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ต้องทำ “สูตรอาหารมาตรฐาน” ขึ้นมา โดยใช้การบันทึกว่าเมนูที่ทำนั้นมีส่วนผสมอะไร เท่าไหร่ วิธีการทำอย่างไร ใช้อุปกรณ์อย่างไรบ้าง
“ขั้นตอนทั้ง 2 ข้อนั้นย่อมจะมีกระบวนการหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ เรื่องของการจัดการ เรื่องของการผลิต เป็นต้น”
ตั้งร้านอาหารอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
1. ใกล้บ้านลูกค้าเป้าหมาย คือ สถานที่ ของร้านอาหารที่เหมาะ ลูกค้าสามารถไปหรือกลับ ได้ง่าย
2. เดินทางสะดวก คือติดริมถนนใหญ่หรือห่างถนนใหญ่เล็กน้อย
3. สังเกตเห็นได้ง่าย ถ้ามีแผนที่ก็ควรจะบอกจุดสังเกตใหญ่ๆ ว่าร้านอาหารนั้นตั้งอยู่ใกล้กับอะไร
4. มีที่จอดรถสะดวก บางครั้งร้านอาหารใหญ่โต แต่กลับมีที่จอดรถอยู่เพียงสองสามคัน ก็เป็นการเพิ่มความเสียอารมณ์ให้กับลูกค้าในยามที่ต้องคอยวนหาที่จอดรถ
5. บรรยากาศการจัดร้านดี ความสะอาดต้องมาเป็นอันดับแรก ที่เหลือคือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับลูกค้า
6. สถานที่ตั้งอยู่ไม่ไกลตัวเมืองมากเกินไป เพราะถึงแม้บรรยากาศจะโล่งโปร่งสบาย แต่ถ้าหากที่ตั้งร้านอยู่ไกลเมืองเกินไป ก็อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกลำบากที่จะต้องขับรถไป-กลับ เป็นเวลานานๆ จนตัดสินใจไม่มาใช้บริการ...ผู้ประกอบการที่มีทุนพอสมควร ก่อนเปิดร้านอาหารนั้น ขอให้พิจารณาเรื่องของสถานที่ตั้งหรือทำเลที่ตั้งร้านอาหารก่อนเป็นอันดับแรก และทำเลนั้นควรเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าและประเภทอาหารที่จะขายเป็นสำคัญ
ที่มา
https://nokhook215.blogspot.com/2011/09/blog-post_14.html




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น